ข่าวผู้บริโภค

ข่าวผู้บริโภค

1635 items(1/164) 2 3 4 5 Next » Last »|

ระดมกำลังจี้กรมทรัพย์สินฯ ถอนสิทธิบัตร “กัญชา” ถ้าไม่ทำ! ขอ คสช.ออกม.44 ชี้ขาด

โดย Nalinee on November,12 2018 09.43

ระดมกำลังจี้กรมทรัพย์สินฯ ถอนสิทธิบัตร “กัญชา” ถ้าไม่ทำ! ขอ คสช.ออกม.44 ชี้ขาด หลังจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเรื่องกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ ทั้งอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ออกมาท้วงติงกรมทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากในขณะที่ภาครัฐกำลังผลักดันการปลดล็อกกัญชาให้ใช้ทางการแพทย์ได้ แต่กลับไปรับยื่นขอการจดสิทธิบัตรของต่างชาติเกี่ยวกับสารในกัญชา พร้อมทั้งจี้ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารับผิดชอบเรื่องนี้

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการพิจารณากัญชาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลนี้กับสื่อมวลชนไปนั้น ล่าสุดตนได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับสิ่งที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้กระทำอีก เพราะตนต้องการให้สาธารณะรับทราบ และไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้รับทราบและหาทางออก เนื่องจากเรื่องนี้สำคัญมาก และทางองค์การเภสัชกรรม รวมทั้ง กพย.ไปพบที่กระทรวงพาณิชย์มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีการทำอะไร จนกระทั่งล่วงเลยมา แบบนี้จะกระทบมาก เพราะเมื่อกฎหมายปลดล็อก ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ติดคำร้องยื่นสิทธิบัตรทันที แม้เขาจะยังไม่ได้เลขทะเบียนสิทธิบัตรก็ตาม แต่คำร้องนั้นประกาศโฆษณาไปแล้ว และไม่มีใครคัดค้าน เพราะไม่มีใครรู้เรื่อง แม้ตอนนี้จะมีการทักท้วงก็ไม่แก้ไขอีก แบบนี้ได้รับการคุ้มครองอัตโนมัติ ซึ่งหากกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ดำเนินการใดๆ จะยิ่งแย่ เพราะหากนับตั้งแต่กระบวนการผ่านมา 5 เดือนแล้วก็ไม่เห็นทำอะไร “ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งผมและนพ.โสภณ เมฆธน กรรมการปฏิรูปฯ จะเสนอเรื่องนี้เป็นวาระด่วน พิจารณาว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งประเด็นนี้ผมได้ส่งเรื่องไปยัง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับทราบแล้ว เพราะเรื่องนี้น่าจะต้องให้ระดับรัฐมนตรีฯหารือกันด้วย เพราะที่ผ่านมาเจรจาด้วยวาจากลับไม่ได้ผล ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ตอบกับสื่อว่าจะแถลงวันที่ 12 พฤศจิกายน จริงๆ ไม่ต้องแถลงอะไรมาก แค่รับผิดชอบด้วยแค่การยื่นถอดคำขอสิทธิบัตรได้ หรือไม่นายกฯ อาจใช้มาตรา 44 จัดการเรื่องนี้หากกระทรวงพาณิชย์ไม่ทำอะไรสักที ที่สำคัญต้องหาคนรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย ยิ่งคนที่ไปรับยื่นคำขอ และเข้าสู่กระบวนการทำได้อย่างไร ไม่มีคนรับผิดชอบเลย แบบนี้ทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ จริงๆ กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรปฏิรูปจริงๆ เสียที เพราะปัญหาสิทธิบัตรที่ผ่านมา ไม่ได้มีแค่กัญชา ยาตัวอื่นๆ ก็มี ลองเข้าไปดูจะรู้หมด” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนเองอยากย้ำ คือ คู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร ฉบับปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2555 กำหนดให้มีการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนประกาศโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นคำขอผ่านระบบ PCT หรือระบบปกติ การตรวจสอบเบื้องต้นกำหนดให้ตรวจสอบ ม. 17 , ม. 9 ก่อน ซึ่งตามคู่มือหน้า 4 และ 263 ดังนั้น คำขอรับสิทธิบัตรที่ติด ม. 9 ต้องถูกตัดออก โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรายงานอธิบดีให้ดำเนินการยกคำขอ จากข้อมูลสิทธิบัตรที่ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ตรวจสอบประกาศโฆษณาจากเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาพบว่ามีคำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับสารสกัดจากกัญชา ซึ่งมีข้อถือสิทธิที่ขัดต่อ ม. 9 (1) เนื่องจากซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีการขอถือสิทธิรวมไปถึงการใช้บำบัดรักษาโรค ซึ่งขัดต่อ ม. 9(4) ซึ่งคำขอรับสิทธิบัตรเหล่านี้ต้องโดนยกคำขอโดยไม่มีการปล่อยหลุดมาจนถึงขั้นตอนการประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานที่บกพร่อง และจากการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้คำตอบว่ายังไม่มีการออกเลขสิทธิบัตรให้ แต่ในแง่ของกฏหมายนั้นคำขอนี้ได้รับการคุ้มครองนับตั้งแต่วันยื่นคำขอในราชอาณาจักรแล้ว ตาม ม. 36 ทั้งหมดเป็นข้อกังวลของนักวิจัยไทยเป็นอย่างมาก และนอกจากนี้ทางองค์การเภสัชฯ ได้ตรวจสอบพบว่ามีบางคำขอยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์แล้ว แต่ก็ยังไม่มีการพิจารณาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อมูล รวมทั้งขึ้นเฟซบุ๊กถึงปัญหาการรับยื่นสิทธิบัตร ยกตัวอย่างเช่น 1. เลขที่คำขอ 0501005232 วันยื่นคำขอ 07/11/2548 วันประกาศโฆษณา 15/03/2550 วันยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ 15/01/2551 ขอถือสิทธิ สารผสมทรานส์-(-)-เดลตา9-เตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือทรานส์-(+)-เดลตา9-เตตราไฮโดร แคนนาบินอล ที่สารผสมทรานส์-(-)-เดลตา9-เตตราไฮโดรแคนนาบินอลประกอบด้วยอย่างน้อยประมาณ 98 เปอร์เซนต์ โดยน้ำหนักของทรานส์-(-)-เดลตา9-เตตราไฮโดรแคนนาบินอลยึดตามปริมาณทั้งหมดของ แคนนาบินอยด์ และสารผสมทรานส์-(+)-เดลตา9-เตตราไฮโดรแคนนาบินอลประกอบด้วยอย่างน้อย ประมาณ 98 เปอร์เซนต์ โดยน้ำหนักของทรานส์-(+)-เดลตา9-เตตราไฮโดรแคนนาบินอลยึดตามปริมาณทั้งหมดของ แคนนาบินอยด์ จากคำขอนี้พบว่ายื่นตรวจสอบตั้งแต่ปี 2551 ผ่านมาสิบปี ก็ยังไม่มีการพิจารณาใดๆ ออกมาว่าจะออกเลขสิทธิบัตรให้หรือจะยกคำขอ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

กรรมการปฏิรูปฯ กล่าวอีกว่า 2. เลขที่คำขอ 0601002456 วันยื่นคำขอ 30/05/2549 วันประกาศโฆษณา 09/11/2550 วันยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ 08/11/2555 ขอถือสิทธิ สารผสมซึ่งประกอบรวมด้วย ทรานส์-(+-)-เดลตา 9-เตตระไฮโดรแคนนาบินอลที่เป็นผลึก และพาหะที่ยอมรับได้ในทางเภสัชกรรม จากคำขอนี้พบว่ายื่นตรวจสอบตั้งแต่ปี 2555 ผ่านมาหกปี ก็ยังไม่มีการพิจารณาใดๆ ออกมาว่าจะออกเลขสิทธิบัตรให้หรือจะยกคำขอ 3. เลขที่คำขอ 0901002471 วันยื่นคำขอ 03/06/2552 วันประกาศโฆษณา 21/06/2556 วันยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ 06/06/2561 ขอถือสิทธิ สารรวมที่เป็นยาสำหรับใช้รักษาโรคมะเร็งประกอบด้วย สารรวมของแคนนาบินอยด์ในปริมาณที่ได้ผลในการทำเคมีบำบัดซึ่งรวมเอาปริมาณยาซึ่งถูกพิจารณาในระดับต่ำกว่าปริมาณที่สารประกอบนั้นจะถูกใช้เพียงชนิดเดียว

“ลักษณะข้างต้นนี้ เท่าที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสามัญก็ประสบกับปัญหาเช่นเดียวกันนี้ในกรณีคำขอรับสิทธิบัตรที่เราเรียกกันว่า evergreening patent ซึ่งมีหลายคำขอที่มีความคลุมเครือ ไม่มีการออกเลขสิทธิบัตรให้จนกระทั่งครบระยะเวลาการคุ้มครอง 20 ปี สิ่งเหล่านี้มันดูเหมือนว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศ แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่างชาติ

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) กล่าวว่า คงต้องรอติดตามว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จะออกมาชี้แจงและรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร รวมทั้งจะมีวิธีแก้ไขให้เหมาะสมอย่างไรในวันที่ 12 พฤศจิกายน ซึ่งจริง ๆควรแก้ไขนานแล้ว ไม่ใช่ทิ้งไว้ จนล่วงเลยแบบนี้ ถามว่าถ้ากฎหมายออก แล้วงานวิจัยพัฒนา การผลิตสารสกัดกัญาทางการแพทย์จะทำอย่างไร เสียงบประมาณมากมาย ใครรับผิดชอบ ที่สำคัญต้องจับตาร่างพ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ฉบับที่กำลังจะปรับปรุง เป็นฉบับที่น่ากังวลว่าจะเอื้อต่อบริษัทข้ามชาติหรือไม่ เพราะตอนนี้ภาคประชาสังคมแทบไม่รู้เลยว่า ร่างกฎหมายฉบับบนี้ถึงตรงไหนแล้ว เตรียมเสนอครม.หรือยัง และจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ อยากให้ทุกคนร่วมติดตามด้วย เพราะขนาดเรื่องกัญชา เป็นข่าวว่ารัฐจะเดินหน้าขนาดนี้ ยังกลับรับยื่นสิทธิบัตรได้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว

มติชนออนไลน์ ที่มา : https://www.prachachat.net

เร่งออกมาตรการดูแลธุรกรรมการเงินผ่านมือถือ...

โดย khaohom on September,13 2016 11.19

กสทช. ร่วมกับ ธปท. สมาคมธนาคารไทย และ สมาคมโทรคมนาคมฯ ออกมาตรการเร่งด่วน สร้างความเชื่อมั่นลูกค้าธุรกรรมออนไลน์ 15 ล้านเลขหมาย เน้นดูแลพิเศษ

นนี้( 12 ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)  สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  หารือถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้บริการของ 2 อุตสาหกรรม  ซึ่งเบื้องต้นจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในช่วง 6 เดือน โดยสมาคมธนาคารไทยจะส่งข้อฐานข้อมูลชื่อลูกค้า หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ธุรกรรมออนไลน์ เช่น โมบาย แบงก์กิ้ง  และ พร้อม เพย์  ประมาณ 15 ล้านเลขหมาย นำส่งให้สำนักงาน กสทช.เพื่อให้กระจายข้อมูลดังกล่าวไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อดูแลเป็นกรณีพิเศษ  

นอกจากนี้หากโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการหายให้รีบดำเนินการแจ้งไปยังสถาบันการเงินและผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อระงับการใช้งานทันที และหากต้องการออกซิมการ์ดมือถือใหม่ต้องไปดำเนินการด้วยตนเองเท่านั้น ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการได้ รวมทั้งได้รับความยินยอมจากสถาบันการเงินนั้นๆ ด้วย   ส่วนความรับผิดชอบการเบิกถอนเงินหรือธุรกรรมหลังจากโทรศัพท์หาย เมื่อแจ้งระงับบริการแล้วเกิดความเสียหายเมื่อพิสูจน์ได้ว่าความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากเจ้าของบัญชีเอง ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดขอบความเสียหายทั้งหมด

นายฐากร กล่าวว่า   ขณะนี้สำนักงาน กสทช.อยู่ในระหว่างดำเนินการจัดซื้อทำระบบซอฟต์แวร์ สแกนลายนิ้วมือในการลงทะเบียนซิมการ์ด เพื่อให้เป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่ต้องการสร้างความปลอดภัยในการใช้งาน พร้อม เพย์   ซึ่งระบบดังกล่าวนี้สำนักงา นกสทช.ไม่ได้บังคับใดๆ หากประชาชนไม่ต้องการสแกนลายนิ้วมือ ยังสามารถลงทะเบียนซิมการ์ดได้ตามปกติ  ซึ่งคาดว่าระบบสแกนลายนิ้วมือจะเปิดให้บริการได้ในเดือน ม.ค. 60


ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า    สำหรับการออกซิมการ์ดโทรศัพท์จะต้องมีมาตรการที่เข็มข้นมากขึ้น แม้แต่การย้ายเลขหมายไปยังเครื่องใหม่หรือผู้ให้บริการใหม่ก็ต้องปรับปรุงให้มีความปลอดภัยมากขึ้น  ในขณะที่การออกซิมใหม่สำหรับผู้ลงทะเบียนพร้อม เพย์ นั้นต้องเดินทางไปด้วยตนเองเท่านั้นไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำการแทน ทั้งนี้เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากสถาบันการเงิน...

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ จันทร์ที่ 12 กันยายน 2559

สปสช.เปิดลงทะเบียนให้ผู้หมดสิทธิ์ประกันสังคม-สวัสดิการ ขรก.เข้ารักษาในระบบต่อเนื่อง

โดย green consumer on August,09 2011 16.27

สปสช.จัดระบบลงทะเบียนต่อเนื่องทันที ให้กับประชาชนที่หมดสิทธิ์จากประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ เพื่อไม่ให้เป็นสิทธิ์ว่าง หลังพบมีประชากรสิทธิ์ว่าง 4.8 แสนราย ตั้งเป้าให้ประชาชนได้รับสิทธิ์ต่อเนื่อง และ รพ.สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ขณะที่การจัดสรรงบรายหัวปี 55 เน้นการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคหลังได้รับจัดสรรงบรายหัว 2,895.60 บาทต่อประชากร
      วันนี้ (8 ส.ค.) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ มีการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องการลงทะเบียนต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความครอบคลุมสิทธิประกันสุขภาพ      

จับตา 7 สิทธิบัตรกัญชา ทำไมไม่ยกเลิก

โดย Nalinee on December,07 2018 10.00

หลังจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมและเครือข่ายนักวิชาการเปิดเผยการรับคำขอสิทธิบัตรกัญชาโดยไม่ชอบของบริษัทต่างชาติ ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์โดยรัฐมนตรีว่าการฯและกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้แจ้งเพิกถอนคำขอและแจ้งปฏิเสธการรับจดสิทธิบัตรแล้วจำนวน 3 สิทธิบัตร (ไม่รวมที่บริษัทละทิ้งคำขอเองแล้ว 2 สิทธิบัตร)

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิทธิบัตรอีก 7 สิทธิบัตร ซึ่งอยู่ในขั้นตอนชำระค่าธรรมเนียมคำขอแก้ไขก่อนประกาศ 1 คำขอ ประกาศคำขอรับสิทธิบัตร 4 สิทธิบัตร และยื่นคำขอให้ตรวจสอบสิทธิบัตรจำนวน 2 สิทธิบัตร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำตอบจากกระทรวงพาณิชย์และกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าเหตุใดจึงไม่ยกเลิก ทั้งๆที่อาจขัดต่อมาตรา 5 (ไม่มีความใหม่ และไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น) และมาตรา 9 ( ต้องไม่ใช่สารสกัดจากพืช และการประดิษฐ์สำหรับการรักษาบำบัดโรค)

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม 2561 BIOTHAI จะเดินทางร่วมกับคณะ FTA Watch เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ข้อมูลการดำเนินงานที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีคำขอสิทธิบัตรดังกล่าว รวมทั้งแนวทางอื่นในการปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อไป

หมายเหตุ : ข้อมูลในตารางมาจากการตรวจสอบล่าสุดในเว็บไซท์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และจากคำแถลงก่อนหน้านี้ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)

ที่มา: https://www.facebook.com/biothai.net/

เตือนชายไทยระวังถูกหลอก โฆษณาเสริมอาหาร I-RD อ้างช่วยให้ฟิตปึ๋งปั๋ง ย้ำผู้ขายมีความผิด ผู้บริโภคมีความเสี่ยง

โดย Nalinee on December,06 2018 11.41

อย. เตือนชายไทยระวังถูกหลอก โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร I-RD ทางสื่อออนไลน์อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงในทำนองช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ ย้ำไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดช่วยเพิ่มขนาดหรือรักษาผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศให้หายได้ อย่าหลงเชื่อซื้อมารับประทานโดยเด็ดขาด อาจสูญเสียเงินและเป็นอันตรายได้ ผู้ที่มีปัญหาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการรักษาและฟื้นฟูเท่านั้น เตือนผู้ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผ่านสื่อทุกช่องทาง ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำและปรับ

            นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร I-RD ซึ่งพบว่ามีการโฆษณาอ้างสรรพคุณเกินจริงผ่านทางสื่อเฟซบุ๊กชื่อ “Wipavadee Choopong” นั้น อย. ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามเรื่องร้องเรียนพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงข้อความในทำนองช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ ...คุณค่าที่ชายไทยคู่ควร I-RD #ชายท่านใดที่มีปัญหาเรื่องบนเตียงไอเรทช่วยคุณได้ ซึ่งข้อความเหล่านี้เป็นการโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดเป็นเพียงอาหารชนิดหนึ่งไม่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่าง ๆ และไม่ได้ช่วยเพิ่มขนาดหรือรักษาผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศให้หายขาดได้ ขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมารับประทานโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเสียเงินโดยไม่มีความจำเป็นแล้ว หากมีโรคประจำตัวอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยคาดไม่ถึงได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการรักษาและฟื้นฟูเท่านั้น เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุด

            รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ขอเตือนผู้ขายที่โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโอ้อวดเกินจริงผ่านสื่อทุกช่องทางถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยที่ผ่านมา อย. ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวดเฝ้าระวัง และได้มีการตรวจจับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวอ้างสรรพคุณสารพัดในรูปแบบต่าง ๆ ที่แฝงมาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นตัวแทนรีวิวสรรพคุณสินค้า ส่วนมากจะพบโฆษณาผ่านทางเว็บไซต์ เคเบิลทีวี วิทยุหรือตามหนังสือพิมพ์ อย. จะเรียกตัวผู้ที่กระทำความผิดมาดำเนินการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นการโฆษณาสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ขอให้บริษัทระมัดระวัง อย่าปล่อยให้ผู้ขายที่เป็นลูกข่ายทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์โอ้อวดเกินจริง ซึ่งจะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่ช่องทางการร้องเรียนแจ้งเบาะแสกับ อย. ที่สายด่วน อย. 1556 หรือที่ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ  ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียน ผ่าน Oryor Smart Application หรือ  Line @Fdathai หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด

ทีมา :https://oryor.com

แชร์มั่ว น้ำกะหล่ำปลีสีม่วงใช้ตรวจเพศลูกในท้อง

โดย Nalinee on December,05 2018 09.56

ช่วงนี้มีแชร์เรื่องสุขภาพในโลกออนไลน์ผิด ๆ ให้เห็นกันอีกแล้ว ซึ่งครั้งนี้เกี่ยวกับการตรวจเพศของลูกในครรภ์โดยใช้น้ำกะหล่ำปลีสีม่วง โดยให้นำกะหล่ำปลีมาต้มน้ำ เอากากออก เมื่อนำมาผสมกับน้ำปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ แล้วอ่านผลเพศของลูกด้วยการดูสีที่เกิดขึ้นว่าถ้าเปลี่ยนเป็นสีชมพู หรือแดง ลูกจะเป็นเพศชาย ถ้าเป็นสีม่วง น้ำเงิน หรือเขียว ลูกจะเป็นเพศหญิง ซึ่งเรื่องแชร์ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริง

          ความเป็นจริงคือวิธีดังกล่าวนี้เป็นเพียงการวัดค่าความเป็นกรดด่างของปัสสาวะเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับการทำนายเพศของลูก เนื่องจากน้ำกะหล่ำปลีสีม่วงจะมีสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ ซึ่งสารสีนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวทดสอบความเป็นกรดและด่างด้วยการเปลี่ยนสี ทำให้เวลามาผสมกับน้ำปัสสาวะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสีไปตามสภาวะความเป็นกรดด่างของปัสสาวะในขณะนั้น โดยน้ำปัสสาวะสามารถมีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งกรดและด่าง ขึ้นกับการทำงานของไต รวมถึงอาหารและยาที่รับประทาน

          หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการทราบเพศของลูกจริง ๆ ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการอัลตราซาวด์ (ultrasound) ซึ่งจะเห็นเพศทารกได้ชัดเจนเมื่ออายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ ถือเป็นวิธีตรวจเพศที่มีความแม่นยำและไม่เป็นอันตราย

ที่มา : https://sure.oryor.com

เตือน! อย่าซื้ออาหารเสริม ‘CORDIA เพรียวพลัส’ พบมีการสวมเลข อย.

โดย Areeya on December,03 2018 09.33

เตือน! อย่าซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CORDIA เพรียวพลัส พบมีการสวมเลข อย. ล่าสุดสั่งระงับโฆษณาทางสื่อออนไลน์แล้ว นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CORDIA Pure Plus ทางเฟซบุ๊กชื่อ Cordia Strong โดยมีข้อความระบุในโฆษณาว่า ลดจริงไม่มโน 14 กก. ใน 2 เดือน ช่วยให้คุณผอมได้สมใจอยาก… ฉลากระบุเลขสารบบอาหาร 10-1-01057-1-0051

ซึ่งเป็นเลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา คอร์เดีย และผู้ประกอบการได้แจ้งยกเลิกทะเบียนไปแล้ว นอกจากนี้การโฆษณาทางสื่อโซเชียลมีเดียดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาต อย. จึงได้มีหนังสือสั่งระงับการโฆษณา และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ขอเตือนสาวอยากผอม อย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาอ้างลดความอ้วนมารับประทาน โดยเฉพาะทางร้านค้าออนไลน์ ทางสื่อต่าง ๆ เพราะมักมีการลักลอบใส่สารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างลดน้ำหนัก ส่งผลทำให้เสี่ยงต่อการได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา คือ นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ วิตกกังวล

ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว และหากได้รับยาในปริมาณมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอให้ผู้บริโภคพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และหากผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือมีข้อสงสัยในเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ

สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือ Line @FDAthai หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะเข้าตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดต่อไป

ที่มา : news.mthai.com

ไซบูทรามีน กับผลข้างเคียงที่ถึงตาย

โดย Nalinee on December,03 2018 09.33

ข่าวออกเยอะมาก เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มักลักลอบใส่สารไซบูทรามีน แล้วไปโฆษณาโอ้อวดเกินจริงกันต่างต่างนานา ไม่ว่าจะเป็น ผอมเร็วทันใจ ทางลัดลดหุ่นเพรียวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ โดยมักแอบอ้างว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปลอดภัย 100% แท้ที่จริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้มักลักลอบใส่สารไซบูทรามีน ซึ่งหากผู้บริโภครับประทานไป อาจได้รับผลข้างเคียงจากสารนี้ จนถึงขั้นเสียชีวิตกันเลยก็มีแล้วไซบูทรามีน คืออะไร ไซบูทรามีน (Sibutramine) เดิม คือยาที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษา และควบคุมโรคอ้วน สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน โดยจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ซึ่งต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในการซื้อจากร้านขายยาเท่านั้น ไม่ได้ว่าใครอยากกินก็ไปหาซื้อกันง่าย ไ เพราะการใช้ยานี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ต่อมา มีการทดลองทางคลินิกพบว่า ยาไซบูทรามีน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือกสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้ง ๆ ที่มีผลจ่อน้ำหนักที่ลดลง ไม่ได้ต่างจากคนที่ไม่ได้กินยาเท่าไหร่ในปี พ.ศ. 2553 ยาไซบูทรามีน จึงได้เพิกถอนทะเบียน และถอนยานี้ออกจากตลาด เพราะผลข้างเคียงจากยานั้น อันตราย ไม่คุ้มกับความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยผลข้างเคียงจากไซบูทรามีนมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปากแห้ง คลื่นไส้ ท้องผูก สับสน อ่อนแรง เหงื่อออก ปวดหัว ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ วิตกกังวล การรับรู้รสเปลี่ยนไป หลอดเลือดขยาย ความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

          แต่ปัจจุบัน ก็มีผู้ประกอบการที่ลักลอบใส่สารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคว่าสามารถช่วยลดน้ำหนัก บล็อก เบิร์นได้ทันใจ ปลอดภัย เห็นผล ซึ่งมีผู้บริโภคไปหลงเชื่อโฆษณาหลอกลวงซื้อมารับประทาน แล้วได้รับผลข้างเคียงจนถึงขั้นเสียชีวิต เป็นสิ่งที่น่าตกใจ และน่ากลัวมาก

ต่อไปนี้ หากเห็นผลิตภัณฑ์ใด อ้างว่ากินแล้วลดความอ้วน ก็ให้จำไว้เลยว่าอย่าไปหลงเชื่อคำหลอกลวงเหล่านี้ แล้วหันมาคุมอาหาร มาออกกำลังกายกันดีกว่า เห็นผลช้าหน่อย แต่ปลอดภัย และสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ หากพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับความปลอดภัยจากการบริโภค สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือที่ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือ Line @Fdathai หรือ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด

ที่มา :https://oryor.com

สาว 18 ปี กินยาเสริมความงามเกินขนาดช็อคเสียชีวิตในโรงแรมหรูกลางเมืองหาดใหญ่

โดย Nalinee on November,27 2018 11.19

วันที่ 25 พ.ย. 61 เวลา 13.30 น. พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผกก.สภ.หาดใหญ่ รับแจ้งมีหญิงสาวอายุ 18 ปี นอนเสียชีวิตภายในห้องพักโรงแรมหรู กลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 9 แพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมิตรภาพสามัคคี ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตนอนอยู่บนเตียง ห้องพัก 2301 เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง สภาพศพผู้เสียชีวิตสวมชุดนอนสีเขียวนอนในท่ามือทั้งสองข้างทาบอก มีน้ำลายฟูมปากไหลออกมา มีร่องรอยแดงช้ำบริเวณไหปลาร้าเป็นทางยาว ในที่เกิดเหตุยังพบยาเสริมความงามตกหล่นบริเวณพื้นอีกหลายเม็ด จากการสอบถามเพื่อนสาวซึ่งได้เดินทางมาจากเชียงใหม่เมื่อช่วงสายที่ผ่านมาได้เล่าว่า “น้องมายด์มีแฟนเป็นชาวมาเลเซีย ทุกครั้งที่แฟนกลับประเทศ น้องมายด์จะมาเปิดโรงแรมแห่งนี้นอนรอแฟนคนเดียวเป็นประจำ ซึ่งก่อนเกิดเหตุทางแฟนชาวมาเลเซียได้ฝากน้องมายด์ไว้กับเพื่อนชาวไทย โดยว่าจ้างให้แม่บ้านของโรงแรมเป็นคนดูแลน้องมายด์ ในเรื่องการกิน หากน้องมายด์มานอนพักโรงแรมแห่งนี้ ในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุเพื่อนแฟนชาวมาเลเซีย ได้มาเคาะประตูเรียกน้องมายด์ เพื่อนำอาหารมาให้ แต่ไม่มีใครเปิดประตูออกมา เพื่อนจึงเอาอาหารแขวนไว้ที่ประตู ต่อมาเพื่อนเเฟนได้มาเคาะประตูอีกครั้งเวลาผ่านไปนาน เพื่อนแฟนเห็นผิดสังเกตุ จึงแจ้งให้แม่บ้านของโรงแรมนำกุญแจสำรองมาเปิดดู จึงพบว่าน้องมายด์ได้เสียชีวิตแล้ว และส่วนร่องรอยแดงช้ำบริเวณไหปลาร้า น้องมายด์ได้ไปหาหมอเพื่อทำการรักษาตัว ก่อนเดินทางมาหาดใหญ่ ซึ่งการรักษานี้ เรียกว่า กัวซา เป็นการขับพิษในร่างกายให้ระบบภายในของร่างกายทำงานดีขึ้น เลือดลมดี” อย่างไรก็ตามทางแพทย์ได้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตของน้องมายด์โดยระบุว่าผู้เสียชีวิตได้รับประทานยาเพิ่มความงามจนเกินขนาดทำให้หัวใจทำงานเร็วขึ้นผิดปกติจนเกิดอาการช็อคและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ** ที่มา : https://social.tvpoolonline.com**

สงขลาไข้ชิคุนกุนยาระบาดหนัก พบผู้ป่วยแล้ว 223 ราย เตือนชาวบ้าน อ.หาดใหญ่ เฝ้าระวัง

โดย Nalinee on November,19 2018 09.45

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา เผย สถานการณ์โรคไข้ชิคุนกุนยาในพื้นที่จังหวัดสงขลา พบว่ามีการระบาดมากใน 5 ตำบลของอำเภอหาดใหญ่ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนกำจัดเร่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลาย ตามมาตรการ 3 ก.
นายแพทย์อุทิศศักดิ์ หรีรัตนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สั่งให้หน่วยงานในสังกัด เร่งประชาสัมพันธ์เตือนชาวบ้านใน 5 ตำบล อำเภอหาดใหญ่ ให้เร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย มาตรการ 3 ก. คือ เก็บบ้านให้เรียบร้อย เก็บขยะ เก็บน้ำรอบๆ บ้าน ในภาชนะที่มีน้ำขัง และระวังอย่าให้ยุงกัด นำยาทรายโฟร์ทเคม หยอดตามแหลงน้ำเพื่อฆ่ากำจัดลูกน้ำยุงลายที่ไปวางไข่
จากศูนย์ข้อมูลระบาดวิทยาอำเภอหาดใหญ่ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลหาดใหญ่ พบว่ามีการระบาดโรคไข้ชิคุนกุนยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยแล้ว 223 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 70.13 ต่อประชากรแสนคน ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต พบมากสุดใน 5 ตำบลคลองแห คูเต่า หาดใหญ่ ควนลัง และตำบลคอหงส์
อาการโรคชิคุนกุนยาที่พบ คือมีไข้สูง ผื่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือปวดกระบอกตา และมีเลือดออกตามผิวหนัง ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย ระหว่าง 15 -24 ปี มียุงลายเป็นพาหะสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ใกล้ชิดได้โรคนี้คล้ายกับโรคไข้เลือดออกแต่อาการไม่ร้ายแรงเท่ากับโรคไข้เลือดออก หากป่วยเกิน 1 สัปดาห์ให้รีบพบแพทย์ หากปล่อยไว้คนไข้อาจช็อคหมดสติและเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ขอให้ชาวบ้านอย่าตื่นตระหนก

ที่มา: https://morning-news.bectero.com

ไบโอไทย ชี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เพิกถอนคำขอสิทธิบัตร “กัญชา” ทั้งที่มีอำนาจ จี้ทีมเศรษฐกิจแก้ปัญหา

โดย khaohom on November,14 2018 09.42

ไบโอไทย ตั้งข้อสงสัยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เพิกถอนคำขอสิทธิบัตร “กัญชา” ทั้งที่ขัดมาตรา 9 กฎหมายให้อำนาจเพิกถอนได้ แต่กลับไม่ทำ จ่อร่วมเอฟทีเอ วอทช์ กพย. แถลงข่าว 14 พ.ย.นี้ ย้ำ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลควรเข้ามาแก้ไข เหตุทำประเทศเสียหาย

จากกรณีกรมทรัพย์สินทางปัญญารับคำยื่นขอสิทธิบัตรกัญชาจากต่างชาติ ทั้งที่ขัดต่อมาตรา 9 ในการยื่นจดสารธรรมชาติจากกัญชา โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า จะไม่มีการให้สิทธิบัตรแน่นอน แต่ก็ยังไม่มีการเพิกถอนคำขอสิทธิบัตร ซึ่งทำให้กังวลว่าจะยังได้รับความคุ้มครองตาม ม.36 อยู่นั้น

วันนี้ (13 พ.ย.) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ควรรับยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชาจากต่างชาติตั้งแต่แรก เพราะมีการขอจดสารธรรมชาติที่ขัด ม.9 (1) ประเด็นคือ เมื่อรับแล้วก็ไม่เพิกถอน กลับเข้าสู่กระบวนการ และมีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรไปแล้ว อย่างน้อย 8 คำขอสิทธิบัตร อย่างคำขอสิทธิบัตร “ไฟโตแคนนาบินอยด์ในการรักษามะเร็ง” ของบริษัท GW Pharma และ Otzuka Pharmaceutical หมายเลขคำขอสิทธิบัตร 1201004672 ระบบ PCT ก็ประกาศโฆษณาเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2557 ซึ่งขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะขอรับสิทธิบัตร “สารสกัดต้นแคนนาบิส (cannabis plant extract)” ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืช อันเป็นข้อห้ามตาม ม.9(1) ซึ่งคำขอตัวนี้ ระบุว่า ต้องยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในวันที่ 9 ต.ค. 2562 และระบุอีกว่า กรณีเมื่อสิทธิบัตรได้แล้วจะหมดอายุวันที่ 29 มิ.ย. 2573

“เท่ากับว่า ระหว่างนี้ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ก็ไม่สามารถผลิตสารสกัดจากกัญชาได้เลย รวมทั้งนักวิจัยอื่นๆ ก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะเป็นสารสกัดจากพืช ซึ่งใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร ม.28(1) เขียนอย่างชัดเจน ว่า ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไม่ถูกต้องตาม ม.17 หรือการประดิษฐ์นั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ม.9 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรนั้น และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งคำสั่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้ขอรับสิทธิบัตร หรือโดยวิธีการอื่นที่อธิบดีกำหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่อธิบดีมีคำสั่ง แสดงว่า กฎหมายกำหนดอยู่ แต่อธิบดีกลับไม่ทำ นี่คือ คำถามที่สังคมสงสัยว่า เพราะสาเหตุอะไร” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า จากความไม่ชัดเจนและความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเสียประโยชน์ ผู้ป่วยต่างๆ เสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากสารสกัดจากกัญชา ทางไบโอไทย และ เอฟทีเอ วอทช์ รวมทั้งศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จะประชุมหารือเกี่ยวกับท่าทีเรื่องนี้ พร้อมทั้งจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 14 พ.ย. เวลา 10.00 น. ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยจะเปิดขั้นตอนการรับสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างไร หากไม่มีการปฏิรูป หรือจัดการให้เป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนี้รัฐบาลควรเข้ามาดำเนินการและหาทางออกได้แล้ว เพราะนี่เป็นเรื่องของทั้งประเทศ ทีมเศรษฐกิจควรเข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ https://mgronline.com/qol/detail/9610000113294 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561

อันตรายยาถ่ายพยาธิเถื่อน 'En-dex' หมากินตาย คนก็ไม่รอด

โดย Nalinee on November,13 2018 10.14

อันตรายยาถ่ายพยาธิเถื่อน 'En-dex' หมากินตาย คนก็ไม่รอด ภายหลังญาติผู้ป่วย ร้องทุกข์ รพ.ดังอ่างทอง ให้ญาติซื้อยาฆ่าพยาธิสุนัข บอกให้บดผสมน้ำให้ญาติกรอกผู้ป่วยทางสายยาง อ้างเป็นยาใช้รักษาโรคพยาธิในตับ ก่อนแน่นิ่งไปและเสียชีวิตในวันต่อมา

ล่าสุด รายการถามตรงๆกับจอมขวัญ สัมภาษณ์ สพ.ญ.ภัทรนันท์ สัจจารมย์ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย WDT ระบุชัด ยาตระกูล En-dex ผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะยาไม่ได้ขึ้นทะเบียนใดๆ อันตราย ให้สุนัขกินก็เสียชีวิตมาหลายตัว เนื่องจากมีอาการตาบอด ตัวสั่น เดินโซเซ และแพ้เฉียบพลัน เสียชีวิตในที่สุด

นางประภาพร เกตุเม้า หรือ ป้าออด อายุ 58 ปี ให้ข้อมูลสามีรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเบื้องต้นนั้น นายแสวง ท้องเสีย โดยแพทย์ตรวจร่างกายให้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์แจ้งว่าป่วยเป็นโรคพยาธิในตับ หลังจากการรักษาไปประมาณ 1 สัปดาห์ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งแพทย์เจ้าของไข้มาตรวจและบอกกับตนว่า พยาธิที่อยู่ในร่างกายสามีตนนั้น ยาที่มีอยู่ไม่สามารถรักษาได้ ให้ญาติไปซื้อยาฆ่าพยาธิของสุนัขมาให้ แพทย์จดชื่อตัวยามาให้เรียบร้อย ตนจึงให้หลานออกไปซื้อยาที่ร้านขายยาในตลาดอ่างทอง ซึ่งตนก็ถามหมอก่อนแล้วว่า ยาของหมาจะใช้กับคนได้หรือ แต่แพทย์แจ้งว่าให้ไปซื้อมา ตนเองยอมรับว่าเชื่อหมอ จึงให้หลานไปซื้อมา 2 กล่อง เนื่องจากกล่องหนึ่งมี 10 เม็ด แต่หมอบอกว่าจะต้องใช้ 14 เม็ด หลังจากซื้อมาแล้วก็นำมาให้โรงพยาบาล แล้วพยาบาลก็นำไป 1 กล่อง ไปบดผสมน้ำ ก่อนมาให้ตนกรอกเข้าปากทางสายยาง หลังจากกรอกยาไปสักพัก ปรากฏว่าสามีตนแน่นิ่งไป จนพยาบาลต้องเร่งตามแพทย์เจ้าของไข้มาปั๊มหัวใจ แต่อาการกลับแย่ลง และสุดท้ายขอออกจากโรงพยาบาล และมาเสียชีวิตที่บ้าน ทั้งๆ ที่ตอนก็ยังเดินไปด้วยกันแท้ๆ แต่กลับต้องมาเสียชีวิต โดยแพทย์ชันสูตรระบุว่าติดเชื้อในกระแสเลือด

ล่าสุด พญ.ดรุณี งามภูพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่านการแพทย์ โรงพยาบาลอ่างทอง ออกมาแถลงชี้แจงรายละเอียดเป็นขั้นตอน ตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยเข้ามารักษาตัวซึ่งมีโรคแทรกซ้อนและอาการทรุดหนัก รวมไปถึงท้องเสีย เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ตรวจพบผู้ป่วยมีไข้สูง มีพยาธิตัวกลม ซึ่งสามารถเกิดในคนและเกิดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม ผู้ป่วยมีอาการท้องอืด ต้องใส่สายยางทางจมูก และคนไข้อาการไม่ดีขึ้น เข้าสู่วันที่ 29 ตุลาคม หัวใจเต้นผิดจังหวะ วันที่ 30 ตุลาคม หลอดเลือดแข็งตัวทำให้เกล็ดเลือดน้อย และติดเชื้อในกระแสเลือด

"วันที่ 31 ตุลาคม คนไข้อาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยมีอาการหอบมากขึ้น ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้ยา En-dex 8000 ปริมาณเพียงแค่เศษ 1 ส่วน 4 ผ่านสายยางจมูก เพราะคนไข้ท้องอืด รับปริมาณยาไม่ได้มากไปกว่านี้ กระทั่งหัวค่ำ ผู้ป่วยความดันต่ำลง ยาวมาจน 4 ทุ่ม มีอาการกระสับกระส่าย เข้าสู่วันที่ 1 อาการทรงตัว หัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องยื้อชีวิต จนสุดท้ายวันที่ 2 พ.ย. ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว มีการประสานนำคนป่วยกลับบ้าน"

อย่างไรก็ตาม พญ.ดรุณี งามภูพันธ์ ยืนยันว่า คนไข้มีโรคแทรกซ้อนหลายโรค และป่วยหนักก่อนหน้าที่จะได้รับยา En-dex 8000 เข้าไป ที่สำคัญตัวยานี้ใช้เพียงแค่ เศษ 1 ส่วน 4 ผสมน้ำผ่านสายยางเท่านั้น จึงน่าจะไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิต

ขณะที่ สพ.ญ.ภัทรนันท์ สัจจารมย์ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย WDT ให้สัมภาษณ์ว่า ยาที่คุณหมอได้ให้ญาติคนไข้ไปซื้อมาซึ่งมีภาพหน้ากล่องโชว์เป็นรูปหมา ไม่สามารถใช้กับคนได้ และใช้ในสุนัขก็ผิด เพราะยาดังกล่าวผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่ทราบเลยว่ายาตัวนี้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ถือเป็นยาเถื่อน ไม่ได้รับการรับรอง ที่ผ่านมาใช้ในหมา หมาก็เสียชีวิตมาเยอะแล้ว สรุปคือยาตระกูล En-dex ขนาดปริมาณเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ใครสั่งก็ผิดหมด ขาย ครอบครอง หรือจำหน่ายก็ผิด ถือเป็นโทษคดีอาญา

"แพทย์น่าจะทราบกันดีว่ายาตัวไหนเถื่อน หรือถูกกฎหมาย เนื่องจากยาทุกตัวต้องมีเลขทะเบียน และวงการสาธารณสุขต้องทราบดีอยู่แล้วว่า En-dex 8000 ผิดกฎหมายแน่นอน".

                                          ** รายการถามตรงๆกับจอมขวัญ **

ที่มา : https://www.thairath.co.th

1635 items(1/164) 2 3 4 5 Next » Last »|

เมนูหลัก

วิทยุเสียงผู้บริโภค
วิทยุเสียงผู้บริโภค


สถานีวิทยุ มอ. 88
สถานีวิทยุ มอ. 88

On Air

อัลบั้มภาพกิจกรรม

ดูทั้งหมด »

Member Zone