ข่าวเด่น

ไบโอไทย ชี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เพิกถอนคำขอสิทธิบัตร “กัญชา” ทั้งที่มีอำนาจ จี้ทีมเศรษฐกิจแก้ปัญหา

@November,14 2018 09.42

ไบโอไทย ตั้งข้อสงสัยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เพิกถอนคำขอสิทธิบัตร “กัญชา” ทั้งที่ขัดมาตรา 9 กฎหมายให้อำนาจเพิกถอนได้ แต่กลับไม่ทำ จ่อร่วมเอฟทีเอ วอทช์ กพย. แถลงข่าว 14 พ.ย.นี้ ย้ำ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลควรเข้ามาแก้ไข เหตุทำประเทศเสียหาย

จากกรณีกรมทรัพย์สินทางปัญญารับคำยื่นขอสิทธิบัตรกัญชาจากต่างชาติ ทั้งที่ขัดต่อมาตรา 9 ในการยื่นจดสารธรรมชาติจากกัญชา โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า จะไม่มีการให้สิทธิบัตรแน่นอน แต่ก็ยังไม่มีการเพิกถอนคำขอสิทธิบัตร ซึ่งทำให้กังวลว่าจะยังได้รับความคุ้มครองตาม ม.36 อยู่นั้น

วันนี้ (13 พ.ย.) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ควรรับยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชาจากต่างชาติตั้งแต่แรก เพราะมีการขอจดสารธรรมชาติที่ขัด ม.9 (1) ประเด็นคือ เมื่อรับแล้วก็ไม่เพิกถอน กลับเข้าสู่กระบวนการ และมีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรไปแล้ว อย่างน้อย 8 คำขอสิทธิบัตร อย่างคำขอสิทธิบัตร “ไฟโตแคนนาบินอยด์ในการรักษามะเร็ง” ของบริษัท GW Pharma และ Otzuka Pharmaceutical หมายเลขคำขอสิทธิบัตร 1201004672 ระบบ PCT ก็ประกาศโฆษณาเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2557 ซึ่งขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะขอรับสิทธิบัตร “สารสกัดต้นแคนนาบิส (cannabis plant extract)” ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืช อันเป็นข้อห้ามตาม ม.9(1) ซึ่งคำขอตัวนี้ ระบุว่า ต้องยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในวันที่ 9 ต.ค. 2562 และระบุอีกว่า กรณีเมื่อสิทธิบัตรได้แล้วจะหมดอายุวันที่ 29 มิ.ย. 2573

“เท่ากับว่า ระหว่างนี้ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ก็ไม่สามารถผลิตสารสกัดจากกัญชาได้เลย รวมทั้งนักวิจัยอื่นๆ ก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะเป็นสารสกัดจากพืช ซึ่งใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร ม.28(1) เขียนอย่างชัดเจน ว่า ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไม่ถูกต้องตาม ม.17 หรือการประดิษฐ์นั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ม.9 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรนั้น และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งคำสั่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้ขอรับสิทธิบัตร หรือโดยวิธีการอื่นที่อธิบดีกำหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่อธิบดีมีคำสั่ง แสดงว่า กฎหมายกำหนดอยู่ แต่อธิบดีกลับไม่ทำ นี่คือ คำถามที่สังคมสงสัยว่า เพราะสาเหตุอะไร” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า จากความไม่ชัดเจนและความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเสียประโยชน์ ผู้ป่วยต่างๆ เสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากสารสกัดจากกัญชา ทางไบโอไทย และ เอฟทีเอ วอทช์ รวมทั้งศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จะประชุมหารือเกี่ยวกับท่าทีเรื่องนี้ พร้อมทั้งจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 14 พ.ย. เวลา 10.00 น. ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยจะเปิดขั้นตอนการรับสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างไร หากไม่มีการปฏิรูป หรือจัดการให้เป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนี้รัฐบาลควรเข้ามาดำเนินการและหาทางออกได้แล้ว เพราะนี่เป็นเรื่องของทั้งประเทศ ทีมเศรษฐกิจควรเข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ https://mgronline.com/qol/detail/9610000113294 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561

อันตรายยาถ่ายพยาธิเถื่อน 'En-dex' หมากินตาย คนก็ไม่รอด

@November,13 2018 10.14

อันตรายยาถ่ายพยาธิเถื่อน 'En-dex' หมากินตาย คนก็ไม่รอด ภายหลังญาติผู้ป่วย ร้องทุกข์ รพ.ดังอ่างทอง ให้ญาติซื้อยาฆ่าพยาธิสุนัข บอกให้บดผสมน้ำให้ญาติกรอกผู้ป่วยทางสายยาง อ้างเป็นยาใช้รักษาโรคพยาธิในตับ ก่อนแน่นิ่งไปและเสียชีวิตในวันต่อมา

ล่าสุด รายการถามตรงๆกับจอมขวัญ สัมภาษณ์ สพ.ญ.ภัทรนันท์ สัจจารมย์ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย WDT ระบุชัด ยาตระกูล En-dex ผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะยาไม่ได้ขึ้นทะเบียนใดๆ อันตราย ให้สุนัขกินก็เสียชีวิตมาหลายตัว เนื่องจากมีอาการตาบอด ตัวสั่น เดินโซเซ และแพ้เฉียบพลัน เสียชีวิตในที่สุด

นางประภาพร เกตุเม้า หรือ ป้าออด อายุ 58 ปี ให้ข้อมูลสามีรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเบื้องต้นนั้น นายแสวง ท้องเสีย โดยแพทย์ตรวจร่างกายให้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์แจ้งว่าป่วยเป็นโรคพยาธิในตับ หลังจากการรักษาไปประมาณ 1 สัปดาห์ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งแพทย์เจ้าของไข้มาตรวจและบอกกับตนว่า พยาธิที่อยู่ในร่างกายสามีตนนั้น ยาที่มีอยู่ไม่สามารถรักษาได้ ให้ญาติไปซื้อยาฆ่าพยาธิของสุนัขมาให้ แพทย์จดชื่อตัวยามาให้เรียบร้อย ตนจึงให้หลานออกไปซื้อยาที่ร้านขายยาในตลาดอ่างทอง ซึ่งตนก็ถามหมอก่อนแล้วว่า ยาของหมาจะใช้กับคนได้หรือ แต่แพทย์แจ้งว่าให้ไปซื้อมา ตนเองยอมรับว่าเชื่อหมอ จึงให้หลานไปซื้อมา 2 กล่อง เนื่องจากกล่องหนึ่งมี 10 เม็ด แต่หมอบอกว่าจะต้องใช้ 14 เม็ด หลังจากซื้อมาแล้วก็นำมาให้โรงพยาบาล แล้วพยาบาลก็นำไป 1 กล่อง ไปบดผสมน้ำ ก่อนมาให้ตนกรอกเข้าปากทางสายยาง หลังจากกรอกยาไปสักพัก ปรากฏว่าสามีตนแน่นิ่งไป จนพยาบาลต้องเร่งตามแพทย์เจ้าของไข้มาปั๊มหัวใจ แต่อาการกลับแย่ลง และสุดท้ายขอออกจากโรงพยาบาล และมาเสียชีวิตที่บ้าน ทั้งๆ ที่ตอนก็ยังเดินไปด้วยกันแท้ๆ แต่กลับต้องมาเสียชีวิต โดยแพทย์ชันสูตรระบุว่าติดเชื้อในกระแสเลือด

ล่าสุด พญ.ดรุณี งามภูพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่านการแพทย์ โรงพยาบาลอ่างทอง ออกมาแถลงชี้แจงรายละเอียดเป็นขั้นตอน ตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยเข้ามารักษาตัวซึ่งมีโรคแทรกซ้อนและอาการทรุดหนัก รวมไปถึงท้องเสีย เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ตรวจพบผู้ป่วยมีไข้สูง มีพยาธิตัวกลม ซึ่งสามารถเกิดในคนและเกิดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม ผู้ป่วยมีอาการท้องอืด ต้องใส่สายยางทางจมูก และคนไข้อาการไม่ดีขึ้น เข้าสู่วันที่ 29 ตุลาคม หัวใจเต้นผิดจังหวะ วันที่ 30 ตุลาคม หลอดเลือดแข็งตัวทำให้เกล็ดเลือดน้อย และติดเชื้อในกระแสเลือด

"วันที่ 31 ตุลาคม คนไข้อาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยมีอาการหอบมากขึ้น ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้ยา En-dex 8000 ปริมาณเพียงแค่เศษ 1 ส่วน 4 ผ่านสายยางจมูก เพราะคนไข้ท้องอืด รับปริมาณยาไม่ได้มากไปกว่านี้ กระทั่งหัวค่ำ ผู้ป่วยความดันต่ำลง ยาวมาจน 4 ทุ่ม มีอาการกระสับกระส่าย เข้าสู่วันที่ 1 อาการทรงตัว หัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องยื้อชีวิต จนสุดท้ายวันที่ 2 พ.ย. ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว มีการประสานนำคนป่วยกลับบ้าน"

อย่างไรก็ตาม พญ.ดรุณี งามภูพันธ์ ยืนยันว่า คนไข้มีโรคแทรกซ้อนหลายโรค และป่วยหนักก่อนหน้าที่จะได้รับยา En-dex 8000 เข้าไป ที่สำคัญตัวยานี้ใช้เพียงแค่ เศษ 1 ส่วน 4 ผสมน้ำผ่านสายยางเท่านั้น จึงน่าจะไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิต

ขณะที่ สพ.ญ.ภัทรนันท์ สัจจารมย์ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย WDT ให้สัมภาษณ์ว่า ยาที่คุณหมอได้ให้ญาติคนไข้ไปซื้อมาซึ่งมีภาพหน้ากล่องโชว์เป็นรูปหมา ไม่สามารถใช้กับคนได้ และใช้ในสุนัขก็ผิด เพราะยาดังกล่าวผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่ทราบเลยว่ายาตัวนี้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ถือเป็นยาเถื่อน ไม่ได้รับการรับรอง ที่ผ่านมาใช้ในหมา หมาก็เสียชีวิตมาเยอะแล้ว สรุปคือยาตระกูล En-dex ขนาดปริมาณเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ใครสั่งก็ผิดหมด ขาย ครอบครอง หรือจำหน่ายก็ผิด ถือเป็นโทษคดีอาญา

"แพทย์น่าจะทราบกันดีว่ายาตัวไหนเถื่อน หรือถูกกฎหมาย เนื่องจากยาทุกตัวต้องมีเลขทะเบียน และวงการสาธารณสุขต้องทราบดีอยู่แล้วว่า En-dex 8000 ผิดกฎหมายแน่นอน".

                                          ** รายการถามตรงๆกับจอมขวัญ **

ที่มา : https://www.thairath.co.th

เทศกาล 11.11 มพบ.พบ ‘เสริมอาหารผสมยาอันตราย’ เทขายเพียบ

@November,12 2018 09.24

เทศกาล 11.11 มพบ.พบ ‘เสริมอาหารผสมยาอันตราย’ เทขายเพียบ

จากการเฝ้าระวังการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในห้างออนไลน์นั้นเทศกาล 11.11 นั้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพบเสริมอาหารผสมสารอันตรายเพียบ ร้านค้าได้โอกาสเทล้างสต๊อก ขอให้ผู้ซื้อตั้งสติ ฉุกคิด อย่าตกหลุมพรางทางการตลาดบนโลกออนไลน์

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเผยข้อมูลการเฝ้าระวังการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในห้างออนไลน์ 3 ห้างดัง คือ ลาซาด้า ช็อปปี้ และเจดีเซ็นทรัล พบว่ามีการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผิดกฎหมายทั้งในลาซาด้า และช็อปปี้ จำนวนมาก ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นทางกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจพบสารยา “ไซบูทรามีน” , “ซิลเดนาฟิล” และ "ไบซาโคดิล" ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยออกประกาศเตือนภัยผู้บริโภคแล้ว แต่ผู้ประกอบการห้างออนไลน์ยังคงเพิกเฉย ไม่มีการตรวจสอบสินค้าผิดกฎหมาย ปล่อยให้มีการขายสินค้าอันตรายต่อชีวิตผู้บริโภค

สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิชาการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า หลุมพรางการตลาดบนโลกออนไลน์ในเทศกาลต่างๆ ล้วนแต่เป็นกลยุทธ์การฉวยโอกาสเพิ่มยอดขายให้สินค้า โดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ห้างออนไลน์ที่มีการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ซื้อ ทางห้างฯจะมากล่าวอ้างไม่ได้ว่า ห้างฯเป็นเพียงพื้นที่ส่วนกลางที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ขายมาขายเท่านั้น

สถาพร กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ไซบูทามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์อันตรายในประเภทที่ 1 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2561 ความว่า ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท – 2 ล้านบาท ผู้ขายมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาท – 2 ล้านบาท และผู้ครอบครอง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท – 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนเรื่องโฆษณานั้น พรบ.ฉบับนี้ ได้กำหนดบทลงโทษไว้ว่า ผู้ใดโฆษณาต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท – 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และถ้าการกระทำนั้นๆ เป็นการกระทำของเจ้าของสื่อโฆษณาหรือผู้ประกอบกิจการโฆษณาต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้โฆษณา

เราขอเรียกร้องให้ อย.บังคับใช้กฎหมายโดยทันที โดยใช้บทลงโทษขั้นสูงสุดเพื่อแสดงความจริงใจในการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ดีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ประกอบการจะต้องมีระบบตรวจสอบรายชื่อผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย และรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ถูกเพิกถอนเลขอนุญาต ดังนั้นจะมากล่าวอ้างไม่ได้ว่า ไม่ทราบข้อมูล

เขียนโดย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

ที่มา : https://consumerthai.org

'เภสัชกรชายแดน' เผยเกษตรกรใช้ 'ยาปฏิชีวนะ' ใน 'สวนส้ม' อย่างแพร่หลาย

@November,12 2018 09.17

'เภสัชกรชายแดน' เผยเกษตรกรใช้ 'ยาปฏิชีวนะ' ใน 'สวนส้ม' อย่างแพร่หลาย

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2561 เพจเภสัชกรชายแดน รายงานว่าทีมงานเภสัชกรชายแดน ร่วมกับทีมทำงานในพื้นที่ชายแดนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย ติดตามการนำยาปฏิชีวนะ Amoxycillin ไปใช้ในสวนส้ม ซึ่งแม้จะมีข้อมูลเผยแพร่มาก่อนหน้านี้ราว 5 ปี ตั้งแต่มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่าสามารถใช้ยาปฏิชีวนะฉีดเข้าไปในต้นส้ม ผ่านท่อน้ำเลี้ยง ท่ออาหาร เพื่อกำจัดเชื้อคล้ายแบคทีเรีย Bacteria like ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคกรีนนิ่งในต้นส้มได้ ขณะที่หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลทางด้านการเกษตรระบุว่ามีการใช้เฉพาะในพื้นที่จำกัด แต่ข้อเท็จจริงในเวลานั้น ได้เริ่มมีเกษตรกรชาวสวนส้ม นำทฤษฎีดังกล่าวมาใช้แล้ว

ทีมงานพบว่าปัจจุบันเกษตรกรได้ทำกันอย่างแพร่หลาย โดยเกษตรกรจะไปซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาอันตรายที่ต้องส่งมอบยาโดยเภสัชกร ไม่สามารถซื้อหาได้โดยทั่วไป) มาแกะเม็ดแคปซูลออกเอาแต่ผงยาออกมาละลายน้ำค้างไว้ 1 คืนหลังจากนั้นนำมากรองเอาแต่น้ำ ใส่ขวดแล้วนำมาฉีด โดย 1 ปีจะฉีด 3 ครั้ง ไม่เช่นนั้นส้มจะเหลืองและตาย ทีมงานฯ พบผง Amoxycillin เกลื่อนพื้นดิน ซึ่งสามารถซึมสู่แหล่งน้ำใต้ดินต่อไปได้ พบชาวสวนเกษตรกรสัมผัสผงยาโดยตรง และแน่นอนว่าผู้บริโภคมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะได้รับยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นจากการตกค้างในผลส้ม นำไปสู่สภาวะเร่งเร้าให้เกิดเชื้อดื้อยาและบางคนอาจแพ้ยาที่ตกค้างในส้ม การที่แพ้ยาอาจจะแพ้ยาถึงขั้นแพ้แบบรุนแรง ทั้งแบบ Steven-Johnson Syndrome และ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ที่เป็นการแพ้ยาที่มีความรุนแรงมาก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจากการที่เซลล์ผิวหนังตาย ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอ อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะเริ่มจากมีการมีแผลในบริเวณช่องปากและที่ริมฝีปาก (อาจเกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศและที่บริเวณก้นด้วยก็ได้) และเริ่มมีอาการทางผิวหนังคือเกิดผื่นและผิวหนังที่เกิดผื่นจะเกิดการลอกอย่างรุนแรงตามมา

เกษตรกรชาวสวนส้ม เจ้าของสวนส้ม นักวิจัยด้านเกษตร นักวิชาการและข้าราชการด้านส่งเสริมการเกษตร อาจต้องมองให้รอบด้านมากยิ่งขึ้นเพราะทุกวันนี้ พบการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในอาหารจำมากขึ้น กระทั่งในอนาคตมีแนวโน้มว่ามนุษย์จะไม่มียาใช้สำหรับต่อสู้กับเชื้อธรรมดาพื้นฐาน เพราะร่างกายของมนุษย์ดื้อต่อยาต่างๆ ไปเสียแล้ว

ที่มา : https://prachatai.com

ที่มาภาพ : เพจเภสัชกรชายแดน

16 ปีพัฒนายาต้านเอดส์สำเร็จ WHO รับรองมาตรฐานยาไทย

@November,09 2018 09.26

องค์การเภสัชกรรมประสบความสำเร็จในการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ รายการแรกของประเทศไทย ใช้เวลาในการพัฒนาถึง 16 ปี เป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจากองค์การอนามัยโลก จะช่วยให้ผู้ป่วยกว่า 80,000 คน เข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาถูก


องค์การเภสัชกรรม พัฒนาและผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ เอฟฟาไวเรนส์ 600 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นรายการแรกของประเทศไทย และเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล WHO PQ จากองค์การอนามัยโลก และได้ขึ้นบัญชียา เพื่อให้องค์กรสาธารณสุขนานาชาติจัดซื้อยาจากผู้ผลิต ซึ่งกองทุนโลกยูนิเซฟ ทำหน้าที่จัดซื้อยาให้กับประเทศสมาชิกหรือประเทศด้อยโอกาส โดยมี 20 ประเทศทั่วโลกสามารถซื้อได้

การรับรองดังกล่าวเป็นการยกระดับมาตรฐานยาในระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ความปลอดภัย มีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ เป็นตัวแรกที่ให้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ตรวจพบเชื้อในร่างกาย ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 80,000 คน

องค์การเภสัชกรรมใช้เวลากว่า 16 ปี ในการพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามีคุณภาพ ราคาถูกเพียงกระปุกละ 180 บาท จากเดิมที่ต้องซื้อในราคากว่า 1,000 บาท การได้รับการรับรองมาตรฐานครั้งนี้ เป็นโอกาสที่องค์การเภสัชกรรมจะจำหน่ายยาได้มากขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยืนยันว่ากำลังการผลิตเพียงพอต่อการใช้ในประเทศและส่งออกในปี 2561 สามารถผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ได้ 42 ล้านเม็ด หรือร้อยละ 2.5 ของกำลังการผลิตยาในโรงงานทั้งหมด 4,000 ล้านเม็ด

ในอนาคตองค์การเภสัชกรรมเตรียมส่งยาต้านวัณโรคและยารักษาโรคมาลาเรีย เข้าสู่การรับรองด้วยจากองค์การอนามัยโลก ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการพัฒนาโรงงานผลิตยารังสิตเฟส 2 มูลค่า 5,600 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือน ม.ค.ปีหน้า เพื่อเพิ่มศักยภาพในผลิตยาสู่การแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ


** ที่มา : http://news.thaipbs.or.th**


กิจกรรมล่าสุด

การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนทิศทางและนโยบายการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 12 สงขลา ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่

@November,16 2018 22.13

การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนทิศทางและนโยบายการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 12 สงขลา ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ระหว่างเวลา 09.00 – 15.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โดยมีประเด็นการประชุมดังนี้

การบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562

            1.1 ภาพรวมงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562

                  1.  งบเหมาจ่ายรายหัว 166,445.22 ล้านบาท (หักเงินเดือนภาครัฐคงเหลือ)

                  2. งบผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 3,046.31 ล้านบาท

                  3. งบผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 8,281.79 ล้านบาท

                  4. งบควบคุมป้องกันความรุนแรงของโรคเรื้อรัง 1,135.02 ล้านบาท

                  5. งบเพิ่มเติม รพ. พื้นที่กันดารเสี่ยงภัยและจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1,490.28 ล้านบาท

                  6. งบผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 916.80 ล้านบาท

                  7. งบเพิ่มเติมบริการปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว 268.64 ล้านบาท

            * งบเพิ่มเติมบริการปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัวและ งบเพิ่มเติม รพ. พื้นที่กันดารเสี่ยงภัยและจังหวัดชายแดนภาคใต้งบอยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข

            1.2  งบเหมาจ่ายรายหัว ปี 2562

                  - 3,426.56 บาท/คน

                  - ประเภทบริการ 9 ประเภท ประเภทผู้ป่วยในมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 7.9% หรือ 95.22 บาท เพราะการแอดมิทมีราคาค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น

    1.3  ประเด็นเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

                  - งบบริการผู้ป่วยนอกทั่วไป เป็นงบเหมาจ่ายตามจำนวนประชากร มีการปรับอัตราตามช่วงอายุ กลุ่มคนสูงอายุมีแนวโน้มเจ็บป่วยมากที่สุด รองลงมาเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี    และบริการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ (อยู่ในงบผู้ป่วยนอกทั่วไป) มีการกันงบออกมาจากงบผู้ป่วยนอกทั่วไป

                  - งบบริการผู้ป่วยในทั่วไป  มีการบริหารแบบปลายปิด มีการเต็มงบเข้าไป มีการการันตีตัวเลขคงที่  โรงพยาบาลในประเทศไทย Base Rate ที่ 8,050 บาท เท่ากันกับทุกเขต

                  - งบบริการ P&P (งบส่งเสริมป้องกัน) เดิมเหมาจ่ายเป็นก้อน ตอนหลังพบว่ามีหัตการบางอย่างที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น นโยบายฝากท้องที่ฟรีทุกสิทธิ์ เปลี่ยนเป็นการจ่ายตามรายการ (Fee Schedule) 8 รายการ แล้วเอา 8 รายการมาคำนวนเป็นเงินแล้วตัดมาเป็นปริมาณเงิน แล้วตัดออกมาจาก Basic Service

                  - อื่นๆ เพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ 4 รายการ หน่วยบริการเบิกวัคซีนพิษสุนัขบ้า แทนการเหมาจ่ายในงบบริการผู้ป่วยนอก นำร่องความร่วมมือการจัดบริการล้างไตทางช่งท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ เน้นการควบคุมภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1  และปรับสัดส่วนการจ่ายชดเชยตามผลงานและคุณภาพผลงานบริการแบบ PCC มากขึ้น

สรุปการประชุมเครือข่ายหลักประกันสุขภาพประชาชนภาคใต้ (ตอนล่าง)

ความคาดหวังต่อกลไกของระบบหลักประกันสุขภาพต่อ สปสช. คือ ควรจะสนับสนุนให้มีวงคุยเฉพาะถิ่นกับภาคประชาชน

หนุนเสริมให้ภาคเครือข่ายภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง สนับสนุนการทำงานภาคประชาชนในทุกด้าน สปสช.
ไม่ได้เป็นเจ้าของระบบแต่ประชาชนเป็นเจ้าของระบบ    และการส่งเสริมต้องมองในระยะยาว ส่งเสริมจุดอ่อน
ของแต่ละเครือข่ายและให้ความสำคัญกับเครือข่ายต่างๆ

สรุปประเด็นข้อเสนอจากเครือข่าย

            - จัดพัฒนาศักยภาพผู้แทนประชาชนที่ส่งไปเป็นกรรมการกองทุนตำบล

            - มีการประชุมหรือมีวงคุยพบปะร่วมกันระหว่างเครือข่ายภาคประชาชน อปสข. อคม. ม.41 50(5) และผู้บริหารสปสช. เป็นระยะ

            - มีวงก่อนประชุม อปสข. อคม. (pre อปสข./pre อคม.)

            -  เสนอให้มีการประชุม IT ผ่าน facebook

            - ตั้งทีมการประชุมก่อนการประชุมอปสข. อคม. เพื่อตั้งประเด็นการทำงาน

            - ทบทวนภาพฝันร่วมกันระหว่าง สปสช.และภาคประชาชน

            - เวทีภาพฝัน 10 ปี ข้างหน้า

งาน PPA (บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จัดสรรเพื่อใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่เป็นปัญหาเฉพาะในระดับพื้นที่)

      โครงการวัคซีน 5 จังหวัด งบประมาณ 600,000 บาท

          - 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

          - สตูล สงขลา

          - หาข้อมูลเด็ก 0 – 5 ปี ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

          - จัดกลุ่มคนไม่ฉีดวัคซีน

          - ในการพัฒนาตัวโครงการต้องมีการหาข้อมูลมาจาก 43 แฟ้ม เพื่อหากลุ่มเป้าหมาย

    โครงการ Cardio Vascular Disease (CVD)  งบประมาณ 700,000 บาท

          - เป็นโครงการโรคหัวใจและหลอดเลือด

          - หาแกนนำจังหวัดละ 100 คน

          - คิดค่าบริการตามรายหัว ประมาณหัวละ 1000 บาท

          - มีการใช้โปรแกรม Thai CV risk score เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในการทดสอบ

          - แกนนำต้องมีความเข้าใจเรื่องกระบวนการคัดกรองเพื่อหากลุ่มเสี่ยง

          - แกนนำนำกลุ่มเสี่ยงไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วนำกลุ่มเสี่ยงมาทดสอบอีกครั้งแล้วหาแนวทางในการพัฒนาต่อไป

มพบ. เผยสถานการณ์ผู้บริโภค ปี 61 พบผู้ร้องเรียนปัญหาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพถึง 1,335 ราย

@November,05 2018 22.00

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดเผยสถานการณ์ผู้บริโภค ปี 61 พบการร้องเรียนเรื่องอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพมากเป็นอันดับหนึ่ง 1,335 ราย

          วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) เปิดเผยสถิติเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่เดือน มกราคม - กันยายน 2561 โดย มพบ. และเครือข่ายผู้บริโภค 7 ภาค ได้ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน จำนวน 3,245 เรื่อง

          เรื่องที่มีผู้ร้องเรียนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ เรื่องอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ มีผู้ร้องเรียน 1,335 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.14 ของจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมด รองลงมาคือ บริการสาธารณะ มีผู้ร้องเรียน 529 ราย  คิดเป็นร้อยละ 16.30 และอันดับที่สาม บริการสุขภาพและสาธารณสุข มีผู้ร้องเรียน 460 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.18

          เมื่อแยกย่อยลงไปในแต่ละหมวดจะพบว่า ปัญหาสามอันดับแรกของหมวดอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ (1,335 ราย) คือ เรื่องเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ 258 ราย อาหารไม่บริสุทธิ์ 249 และการขายยาโดยไม่มีเภสัชกรปฏิบัติการ 177 ราย ตามลำดับ

          ส่วนหมวดบริการสาธารณะ (529 ราย) ปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการขนส่งทางบก โดยประเภทของรถที่ได้รับการร้องเรียนค่อนข้างมากมี 4 ประเภท คือ รถทัวร์โดยสาร 199 ราย รถรับส่งนักเรียน 109 ราย รถตู้โดยสาร 77 ราย และรถเมล์/รถโดยสารระหว่างจังหวัด 69 รายตามลำดับ โดยกรณีของรถทัวร์และรถตู้โดยสาร เป็นเรื่อง การเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากอุบัติเหตุ ส่วนรถรับส่งนักเรียน จะได้รับร้องเรียนเรื่องการใช้รถผิดประเภท ขณะที่รถเมล์/รถโดยสารระหว่างจังหวัด เป็นปัญหาบรรทุกเกินที่นั่ง           สำหรับ หมวดบริการสุขภาพและสาธารณสุข (460 ราย) นั้น ปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นการปรึกษา เรื่องการย้าย/ สอบถามสิทธิ สิทธิประโยชน์ต่างๆ 396 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังไม่รู้สิทธิต่างๆ ของตัวเองเท่าที่ควร และกลุ่มผู้บริโภคที่ประสบปัญหาด้านบริการสุขภาพและสาธารณสุข คือ ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เพราะนอกจากปัญหาการไม่รู้สิทธิแล้ว สิทธิบัตรทองยังเป็นกลุ่มที่มีการร้องเรียนในด้านต่างๆ เข้ามามากที่สุด เช่น ไม่ได้รับความสะดวกตามสมควร/ไม่ได้รับการปฏิบัติตามสิทธิ ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล และถูกเรียกเก็บเงินจากการใช้สิทธิกองทุนฉุกเฉิน เป็นต้น ดังนั้นภาครัฐจึงควรเข้าไปให้คำแนะนำและให้ความรู้แก่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง รวมทั้งให้บริการแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม

ตั้งแต่2 มิ.ย.! ลงทะเบียนซิมฟรี ณ ที่ว่าการอำเภอ-อบต.-อบจ.ใกล้บ้าน

@May,29 2015 11.37

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า  สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้ลงนามในบันทึกความตกลง(MOU)ร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  ว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Counter Service) และ (MOU) ว่าด้วยการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน(พรีเพด)  ณ ที่ว่าการอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้บริการงานทะเบียนกว่า 2,400 แห่งทั่วประเทศ ได้ฟรีตั้งแต่ 2 มิ.ย. นี้

′จังก์ฟู้ด′ต้นตอ โรคอ้วน-หัวใจ-มะเร็ง แผลงฤทธิ์เร็วกว่าที่คิด!

@May,26 2015 10.37

ทิม สเปคเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านพันธุกรรมระบาดวิทยาจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทดลองให้ลุกชายอายุ 23 ปี ที่เป็นนักศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์ ใช้ชีวิตอยู่ด้วย "อาหารขยะ" เพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลา 10 วัน แล้วพบว่าการรับประทานอาหารขยะเพียงไม่กี่อย่างส่งผลให้จำนวนแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่เป็นปัจจัยในการป้องกันหลายๆโรคอย่างเช่นโรคอ้วนเบาหวานมะเร็งและโรคหัวใจลดลงเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคอาหารเหล่านั้นเป็นประจำเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหล่านี้



ดูอัลบั้มกิจกรรม » | อ่านทั้งหมด »

รับเรื่องร้องเรียน

สื่อ สิ่งพิมพ์

หนังสือและไวนิล


ปฏิบัติการผู้บริโภค

อ่านทั้งหมด


Facebook

ล่าสุด

อ่านทั้งหมด


10 ความคิดเห็นล่าสุด

บทความ

อ่านทั้งหมด


เมนูหลัก

วิทยุเสียงผู้บริโภค
วิทยุเสียงผู้บริโภค


สถานีวิทยุ มอ. 88
สถานีวิทยุ มอ. 88

On Air

อัลบั้มภาพกิจกรรม

ดูทั้งหมด »

Member Zone